Friday, October 30, 2015

สรุปบทเรียนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ วันเสาร์ที่ 24 เดือนตุลาคม 2558


นายอติพงษ์ สิทธิพิสัย รหัส 58723713224 หมู่ 2

สรุปบทเรียนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ วันเสาร์ที่ 24 เดือนตุลาคม 2558

ประวัติโรงเรียนพรชัยวิชชาลัย
     โรงเรียนพรชัยวิชชาลัย  เป็นโรงเรียนประเภทสามัญศึกษา รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 โรงเรียนได้รับอนุญาตให้เปิดสอนในระดับประถมศึกษา เมื่อวันที่  15   กุมภาพันธ์  2556 รับเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่   1  ถึงประถมศึกษาปีที่  6  ประเภทไปกลับ  เปิดปีแรกมีนักเรียนย้ายเข้าเรียนจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1-6  ทั้งหมด  355 คน  และในปีการศึกษา  2558  เปิดทำการสอนระดับชั้นอนุบาล   ปีที่ 1-3 และ  ในปีการศึกษา  2559  จะเปิดทำการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โดยมี  นายพรชัย  มูลมี เป็นผู้รับใบอนุญาต/ผู้จัดการ/ผู้อำนวยการ
   
ปรัชญาการศึกษาของโรงเรียน         :    การศึกษาเป็นการพัฒนาชีวิต  ชีวิตจะมีการพัฒนา  การศึกษาเป็นปัจจัย
สีประจำโรงเรียน                                :    สีฟ้า – เทา
คติพจน์ของโรงเรียน                          :    เรียนดี  มีวินัย  ใฝ่คุณธรรม  เป็นผู้นำอาเซียน
โรงเรียนพรชัยวิชชาลัยอักษรย่อว่า  :  พช
ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ  : PORNCHAIRITCHALAI   อักษรย่อว่า  PC
สถานที่ตั้ง
 เลขที่  118  หมู่  11  บ้านภูเงิน  ตำบลนิคมห้วยผึ้ง  อำเภอห้วยผึ้ง  จังหวัดกาฬสินธุ์   บนเนื้อที่   6  ไร่        รหัสไปรษณีย์  46240  โทรศัพท์  043840832 มือถือ  081-4991469  โทรสาร 043840831
E-mail address        krupe@hotmail.co.th        Website  :  www.pctutorkrupc.com


เหตุผลที่ศึกษาโรงเรียนนี้
                เนื่องจากโรงเรียนพรชัยวิชชาลัยเป็นโรงเรียนที่พึ่งทำการเปิดใหม่และเป็นโรงเรียนที่เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ และเป็นโรงเรียนเอกชน ที่รับนักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยวิธีการรับสมัคร ไม่ได้ทำการสอบคัดเลือกเข้ามาเรียนเหมือนโรงเรียนอื่นๆ จึงมีนักเรียนที่มาจากหลายครอบครัว มีทั้งเด็กเก่ง  เด็กปานกลาง เด็กอ่อน มาอยู่รวมกัน สิ่งที่น่าสนใจของโรงเรียนก็คือ โรงเรียนจะเน้นด้านวิชาการเป็นสำคัญและส่งนักเรียนไปแข่งขันทางวิชาการจนได้รับรางวัลมากมาย แต่ก็จะมีเด็กบางส่วนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทางโรงเรียนก็มาพิจารณาว่าสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่  ระหว่างตัวเด็กนักเรียนที่ขาดความสนใจเรียนลงไป อันเนื่องมาจากสื่อและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ครูผู้สอนในระดับประถมศึกษาที่ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านการสอนภาษาไทย ทำให้สอนไม่เป็น ขาดหลักการ ขาดกลวิธีการสอนอ่าน ไม่สนใจสอน ปล่อยปละละเลย โรงเรียนไม่มีระบบรองรับที่จะช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาเฉพาะ สื่อการเรียนการสอนภาษาไทย ที่มีลักษณะยัดเยียดความรู้ปลีกย่อยที่ไม่จำเป็น ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก หรือจะอยู่ที่ผู้ปกครอง ที่ไม่ได้ใช้เวลาที่บ้านพัฒนาด้านการอ่านหรือเขียน ไม่จัดหาหนังสือ หรือส่งเสริมการอ่านของบุตรหลาน จากนั้นทางโรงเรียนจึงทำโครงการขึ้นมาเพื่อพัฒนาให้เด็กส่วนนี้อ่านออกเขียนได้ และเพื่อทดสอบความรู้ความสามารถของผู้เรียนทางโรงเรียนจึงให้เด็กไปสอบแข่งขันทางวิชาการยังสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เด็กได้ทดสอบความรู้และทำให้เด็กเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมากยิ่งขึ้น
4. ผลสำเร็จปัญหาในการจัดการเรียนการสอน
                ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  ซึ่งเป็นปัญหาที่ทางโรงเรียนจะต้องให้ความสนใจและหาวิธีแก้ไขโดยเร่งด่วน ดังนี้
                1. มีการทดสอบความรู้ของนักเรียนที่มาสมัครเรียนเพื่อจัดแยกห้องเรียนตามศักยภาพ
                 เป็นการจัดนักเรียนทั้งระดับชั้น ให้เข้าห้องเรียนใหม่ตามศักยภาพหรือความสามารถทางภาษาของตนเอง  โดยที่ครูผู้สอนจะต้องเตรียมการสอนในกลุ่มการเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพของเด็กด้วย  ซึ่งในห้องที่นักเรียนอ่านไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ หรือห้องที่มีความสามารถต่ำสุดนั้น โรงเรียนจะจัดครูเข้าช่วยพัฒนานักเรียนได้มากกว่า คน หรือใช้ครูที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของการสอนให้อ่านออกเขียนได้เข้ามา โดยใช้วิธีสอนและสื่อการสอนที่เข้มข้นมากกว่าชั้นเรียนอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ
                ผลที่ได้ คือ ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน เพราะการเรียนส่วนใหญ่ผู้เรียนจะแข่งกันเรียนจึงทำให้ผู้เรียนขยันที่จะใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน

2. สื่อและวัสดุการเรียนรู้ 
                หนังสือเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการใช้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนา การอ่านออกเขียนได้ ทางโรงเรียนจึงได้จัดหาสื่อการเรียนการสอน จำพวกหนังสือส่งเสริมการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นนิทาน เรื่องสั้น หนังสือสำหรับเด็กที่มีรูปภาพประกอบสวยงามน่าอ่าน เพื่อมาจูงใจให้นักเรียนสนใจ การอ่านเพิ่มเติมด้วย และจัดให้มีมุมหนังสือภายในห้อง หรือทุก ๆ ที่ในโรงเรียน เช่น จัดสถานที่บริเวณที่นักเรียนรอผู้ปกครองมารับให้มีมุมหนังสือสำหรับอ่านรอ นอกจากนี้ ยังจัดทำแบบฝึก เพื่อฝึกหัดให้นักเรียนเขียนและอ่านอย่างเป็นระบบ ไล่ลำดับตามความยากง่าย ซึ่งโรงเรียนก็ได้จัดทำขึ้นเองตามบริบท ของโรงเรียน เพราะปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในแต่ละห้องนั้นแตกต่างกัน
                 ผลที่ได้ คือ  เมื่อโรงเรียนมีการเลือกสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนและมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา จึงทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดและมีความรู้มากยิ่งขึ้น
                3. การจัดสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศ
                นักเรียนจะอ่านออกและเขียนได้ เมื่ออยู่ในโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนรู้หนังสือ (literacy school) ทางผู้บริหารและคณะครูจึงได้จัดบรรยากาศแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เต็มไปด้วยสิ่งที่ให้นักเรียนอ่าน เขียน คิด อยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีป้ายนิเทศ แจ้งข้อมูล ข่าวสาร นำเสนอผลงานนักเรียน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนโดยตลอด มีมุมหรือมีฝาผนังที่เหมาะแก่การจัดวางเอกสาร มีแท่นหรือโต๊ะสำหรับวางหนังสือประเภทต่าง ๆ ให้นักเรียนเลือกอ่านได้อย่างอิสระ มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น กิจกรรมห้องสมุด กิจกรรมประกวดการอ่าน กิจกรรมประกวดการเขียน กิจกรรมเลือกหนังสือ กิจกรรมเล่านิทาน กิจกรรมแต่งเรื่องจากภาพสัปดาห์ละครั้ง  กิจกรรมพูดรายงานหน้าเสาธง รายงานหน้าห้องเรียน โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนอ่านและเขียนได้อย่างอิสระโดยตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนเกิดความคุ้นเคย เห็นว่าการอ่านและการเขียนเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตประจำวัน ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อหน่าย และรู้สึกว่าเรื่องการอ่านและเขียนเป็นเรื่องที่ดูวิชาการ หนัก หรือยากเกินไปสำหรับพวกเขา
                ผลที่ได้ คือ เมื่อบรรยากาศในโรงเรียนเต็มไปด้วยสิ่งที่นำไปสู่การพัฒนา การเรียนรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกอ่าน ฝึกเขียน นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ก็จะนำไปสู่การพัฒนาที่ทำให้ผู้เรียน อ่านออก เขียนได้มากขึ้น
                4. จัดทำแผนงานโครงการเป็น ๒ โครงการสำคัญ คือ
                                1. โครงการป้องกันปัญหา
โครงการนี้จะต้องจัดทำอย่างจริงจังและถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาแบบยั่งยืนที่ชั้น อนุบาล และชั้น ป.๑ นั่นก็คือ
                                                (1) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับอนุบาลด้วยการเตรียมความพร้อมด้านทักษะภาษาก่อนขึ้น ป.1 ดังนี้
-เปล่งคำและเปล่งเสียงพูดชัดเจนทุกเสียงอักขระในถ้อยคำต่างๆ ไม่น้อยกว่าระดับชั้นอนุบาลละ 5,000คำ
(รวมทั้งเปล่งเสียงท่องบทอาขยาน ร้องเพลง และพูดสื่อสารถามตอบได้ชัดเจนตามเสียงอักขระและเสียงคำควบกล้ำฟังนิทาน เรื่องเล่า และพูดถามตอบได้ชัดเจนตามเสียงอักขระและเสียงคำควบกล้ำ)
-เปล่งเสียงท่องพยัญชนะ ก - ฮ และสระทั้ง 32 สระ ได้ถูกฐานเสียงจนเกิดทักษะจดจำได้
-มีพัฒนาการการจับดินสอ ปรับระยะสายตา เขียนเส้นลีลาต่างๆ และวาดรูปอย่างมีทักษะทิศทางเส้นสมบูรณ์ก่อนการเขียนตัวอักษร
-สามารถเขียนพยัญชนะ ก - ฮ สระทั้ง 32 สระ วรรณยุกต์ทั้ง 4 รูป และตัวเลข 9
ฝึกเตรียมทักษะด้านภาษาเพียงเท่านี้ให้ได้อย่างครบถ้วนแท้จริง โดยไม่ต้องฝึกอ่านและเขียนคำ เพราะขั้นตอนการฝึกอ่านและเขียนคำเป็นหน้าที่ของครู ป.1 การเร่งฝึกอ่านเขียนก่อนวัยอันสมควร จะเป็นโทษแก่เด็กมากกว่าเป็นผลดี ซ้ำยังทำให้ครูอนุบาลไม่มีเวลาฝึกเตรียมทักษะพื้นฐานข้างต้นให้สมบูรณ์เพียง พออีกด้วย
                                                (2) จัดการเรียนการสอนภาษาไทย ป.1 เพื่อการอ่านออกเขียนได้อย่างมีมาตรฐาน ดังนี้
-ครูจัดทำชาร์ตแบบฝึกอ่านเขียนที่ถูกต้องและมีมาตรฐานตามหนังสือ เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว
-ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบันไดทักษะ 4 ขั้นวันละ 2 ชั่วโมง
-นักเรียนมี สมุดคัดลายมือ” ที่แสดงผลการเรียนต่อเนื่อง
-นักเรียนมี สมุดเขียนตามคำบอก” ที่แสดงผลการเรียนต่อเนื่องอย่างสอดคล้องกับสมุดคัดลายมือ และแสดงผลการแก้ไขปรับปรุงอย่างมีพัฒนาการ
-ครูมีบัญชีแสดงการมาเรียนของนักเรียน
-เมื่อสอนครบเนื้อหาหลักสูตรได้มีการทดสอบ เขียนตามคำบอก” ด้วยคำมาตรฐาน 50 คำและแสดงหลักฐานได้อย่างเป็นระบบที่ง่ายต่อการตรวจสอบ
                                2. โครงการเฉพาะกิจแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ชั้น ป.2 ขึ้นไป
เนื่องจากเด็กที่เลื่อนชั้นจาก ป.1 มาอยู่ในชั้นเรียนต่างๆ ขณะนี้จำนวนมากยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงจำเป็นต้องจัดทำโครงการแก้ปัญหาเฉพาะกิจเร่งด่วน ดังนี้
                                                (1) สำรวจสภาพปัญหาด้วยการให้เด็กชั้น ป.2 ขึ้นไปเขียนตามคำบอกจากคำทดสอบ 50 คำ โดยที่คำทดสอบนี้มีมาตรฐานพื้นทักษะระดับชั้น ป.1 ซึ่งมีค่าความยากง่ายเฉลี่ยองค์ประกอบของคำครอบคลุม
-คำที่มีพยัญชนะต้นอักษรสามหมู่
-คำที่สะกดตรงมาตราทั้ง 9 แม่
-คำที่ประสมสระไม่น้อยกว่า 20 สระขึ้นไป
-คำควบกล้ำและคำอักษรนำ
-คำผันเสียงวรรณยุกต์ทั้งสามหมู่อักษร
ชุดคำทดสอบ 50 คำ มีให้เลือกในหนังสือ เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว จำนวน ๒ ชุด อาจออกคำทดสอบเพิ่มเติมจากหลักการมาตรฐานดังกล่าวได้อีกตามที่เห็นเหมาะสม
นักเรียนที่ได้คะแนนไม่ถึง 25 คะแนนให้คัดจำแนกเด็กเป็นกลุ่มๆ เข้าสู่โครงการแก้ปัญหา
                                                (2) จำแนกเด็กเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละไม่เกิน 20 คน โดยพิจารณาให้เด็กเรียนช้าอยู่กับช้า เด็กเรียนเร็วอยู่กับเร็ว รวมทั้งดูวัยให้ใกล้เคียงกัน และดูคะแนนความสามารถที่ใกล้เคียงกันให้อยู่กลุ่มเดียวกันด้วย
                                                (3) จัดให้มีครูเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรียนการสอนเพื่อการแก้ปัญหาเป็นการ เฉพาะ ครูคนหนึ่งจะรับผิดชอบเด็กได้ไม่เกิน 4 กลุ่ม หรือไม่เกิน 80 คน
                                                (4) ครูอาสาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มละ 1 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น ถ้ามีเด็ก 4 กลุ่มก็จะต้องสอนวันละ 4 รอบ รอบละ 1 กลุ่มต่อ 1 ชั่วโมง ดังนั้น ครูอาสาที่รับผิดชอบสอนวันละ 4 กลุ่ม ควรจะต้องว่างจากภารกิจอื่นอย่างสิ้นเชิง เพื่อจะได้ทุ่มเทเวลาเพื่อกิจกรรมการสอนแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
                                                (5) ครูเขียนชาร์ตประกอบการสอนตามแบบฝึกในหนังสือ เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว ดำเนินการสอนไปตามลำดับเนื้อหาอย่างครบถ้วน โดยใช้กิจกรรมการสอนแบบบันไดทักษะ ๔ ขั้นทุกชั่วโมง คือ
                ขั้นที่หนึ่ง แจกลูก ให้ผูกจำ
                ขั้นที่สอง อ่านคำ ย้ำวิถี
                ขั้นที่สาม คัดลายมือ ซ้ำอีกที
                ขั้นที่สี่ เขียนคำบอก ทุกชั่วโมง
                                                (6) ครูดำเนินการสอนแก้ปัญหาไปจนครบถ้วนเนื้อหาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ากลุ่มละ 90 ชั่วโมง หรือไม่น้อยกว่า 4 เดือน หรืออาจเกินกว่าเวลาที่กำหนดนี้ก็ได้ ทั้งนี้ให้ถือเอาความมีสัมฤทธิผลของทักษะของเด็กแต่ละกลุ่มและแต่ละคนเป็น สำคัญ
                                                (7) เมื่อสอนครบตามเนื้อหาให้ครูนำคำทดสอบ 50 คำใช้ครั้งแรกก่อนเข้าโครงการมาทดสอบให้เด็กเขียนตามคำบอกอีกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหา (โดยทั่วไป ถ้าครูอาสาดำเนินการอย่างครบถ้วนตามเนื้อหาแบบฝึก กระบวนการ และขั้นตอนต่างๆ ดังที่กล่าวแล้ว โดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคแทรกซ้อน จะได้ผล 100%)
                                                (8) จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการเสนอผู้บริหารให้ทราบ
                ผลที่ได้ คือ หลังจากที่ทางโรงเรียนได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมาปรากฏว่านักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น สามารถเขียนตามคำบอกได้ และอ่านออกเสียงได้ชัดเจน
5. ขั้นตอนในการดำเนินงาน
                1. สมาชิกแต่ละคนเสนอปัญหาที่พบในการเรียนการสอนของโรงเรียนแต่ละคน
                                1. มีสื่อหรือสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการยั่วยุไปในทางที่ผิดๆ
                                2. ปัญหาทางด้านครอบครัว
                                3. นักเรียนขาดทักษะกระบวนการ ( ขาดการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์ )                              
                                4. นักเรียนอ่านไม่ออก  เขียนไม่ได้
                                5. การขาดสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย
                                6. การขาดเทคโนโลยีทางด้านการศึกษา
                2. สมาชิกแต่ละคนช่วยกันเลือกปัญหาที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนการสอนและเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ปัญหาที่เลือก
                ในการจัดการเรียนการสอน พบปัญหา คือ  นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของโรงเรียนพรชัยวิชชาลัย
                3. วางแผนการปฏิบัติงานโดยแบ่งหน้าที่ให้สมาชิกแต่ละคนทำ
                4. สมาชิกทุกคนลงพื้นที่เพื่อสำรวจ ศึกษาหาข้อมูล รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมที่โรงเรียนพรชัยวิชชาลัย
                5. สัมภาษณ์ ผอ. เก็บข้อมูล
                6. รวบรวมข้อมูล
                7. วิเคราะห์ข้อมูล
                8. จัดทำเอกสาร
                9. สรุปผลการดำเนินงาน
6. ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดในการดำเนินงาน
                1.เวลาว่างของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มไม่ค่อยตรงกัน
                2.บ้านของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มอยู่ไกลกันจึงทำให้การปรึกษาหารือเรื่องการทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก
                3.การเดินทางค่อนข้างลำบากเนื่องจากโรงเรียนมีระยะทางที่ค่อนข้างไกล
                4.เนื่องจาก ผอ. มีภาระหน้าที่ค่อนข้างเยอะ จึงทำให้มีเวลาในการสัมภาษณ์น้อยและเร่งรีบ
               
7. แผนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้การพัฒนาการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
                เพื่อรองรับกับการเรียนการสอน ทางโรงเรียนจึงมีแผนที่จะพัฒนาสื่อโดยการจัดทำเป็น สื่อCAI Replay   ก็คือ ในการจัดการเรียนการสอน แต่ละวิชา แต่ละเนื้อหาที่สอน ครูผู้สอนจะต้องมีการบันทึกจัดทำเป็นวิดีโอขึ้นมา เพื่อช่วยให้นักเรียนบางคนที่ยังไม่เข้าใจในเนื้อหาหรือเรียนไม่ทันเพื่อน สามารถเข้าไปดูสื่อตัวนี้ได้ที่เว็ปไซต์ของโรงเรียน โดยเป็นการประหยัดเวลาตรงที่ครูผู้สอนจะได้ไม่ต้องกลับมาสอนเนื้อหาตรงนี้ซ้ำไปซ้ำมาและยังเป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักศึกษาหาความรู้ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thursday, October 22, 2015

สรุปเนื้อหารายวิชานวัตกรรมเทคโนโลยรสารสนเทศทางการศึกษา วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2558

   นายอติพงษ์ สิทธิพิสัย รหัส 58723713224

สิ่งที่ควรปรับปรุง คือ แผนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ด้วยตนเอง
กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สำหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21st Century Outcomes and Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมในหลากหลายด้าน รวมทั้งระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและการแผนการสอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม สาระวิชาไปสู่การเรียนรู้ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century Skills) ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning) ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำหน้าที่ของครูแต่ละคนนั่นเอง

การจัดการศึกษาในอนาคต
1.       ผู้เรียนเป็นผู้จัดการเรื่องเรียนรู้ของตนเอง
2.       การเรียนรู้จะใช้ระบบเครือข่าย
3.       หลักสูตรจะถูกแยกออกเป็นประเภท
4.       มีแผนการเรียนรู้เป็นรายบุคคล
5.       การเรียนรู้จากคอมพิวเตอร์
6.       ครูมีบทบาทในฐานะเป็นC&M7. ระบบการประเมินจะหลากหลายและมากขึ้น

การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
              พัฒนารูปแบบหรือโปรแกรมสำหรับพัฒนาวิชาชีพครูระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาโดยใช้รูปแบบ Coaching ที่เน้นการพัฒนาชุมชุนแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Development) เน้นกระบวนการพัฒนาครูในโรงเรียน (School-based Practicum) เพื่อก่อให้เกิดชุมชนแห่งวิชาชีพ (Professional Community) ซึ่งสามารถขยายสู่การเรียนรู้และสร้างชุมชนระหว่างโรงเรียนหรือองค์กรและหน่วยงานอื่นๆ ได้ โดยเนื้อหาหลักในเอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการฯนี้ นำเสนอในประเด็นของทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: สำคัญอย่างไร คืออะไร และจะทำสำเร็จได้อย่างไร การจัดการเรียนรู้ที่สามารถสะท้อนถึงการปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แก่ผู้เรียน กรณีศึกษาที่เน้นเรื่องการเรียนรู้จากรากฐานปัญหา

บันได 5 ขั้น (5L) สู่การพัฒนาผู้เรียน ได้แก่
             ขั้น   L1  การตั้งประเด็นคำถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์
              ขั้น  L2  การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต หรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น
              ขั้น  L3  การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็นการฝึกนำความรู้และสารสนเทศหรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้
              ขั้น  L4  การสื่อสารและการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เป็นการฝึกให้ความรู้ที่ได้มานำเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ
              ขั้น  L5  การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์



Monday, October 12, 2015

สรุปบทเรียน รายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 10 ตุลาคม 2558

สรุปเนื้อหาที่ได้เรียนวันนี้คือ การนำเสนองานกลุ่มที่ทำตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว มีทั้งหมด 5เรื่องดังนี้ครับ



                                                                          1.  สื่อ


                                                                  2.  แหล่งเรียนรู้



                                                                  3.  การวัดและประเมินผล

                                                                            4.  ระบบ



                                                                    5.  การบูรณาการ



                                            นายอติพงษ์ สิทธิพิสัย  รหัส  58723713224