Wednesday, September 30, 2015

สรุปเนื้อหาการเรียน 26 กันยายน 2558

สรุปเนื้อหาการเรียน รายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาในวันที่ 26 กันยายน 2558  
นายอติพงษ์ สิทธิพิสัย 
หมู่เรียนที่ 2  
รหัส58723713224
สรุปเนื้อหาการเรียน
1.  Hannafin And Peck Model
2.  UNESCO Model

รูปแบบการเรียนการสอนของแฮนนาฟิน แอนด์ เพ็ค(Hannafin and Peck)
แฮนนาฟิน แอนด์ เพ็ค (Hannafin and Peck) ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนขึ้น โดยเรียกว่า Hannafin and Peck Design Model สำหรับออกแบบบทเรียนทั่ว ๆ ไป  ซึ่งจำแนกออกเป็น 4 ขั้นตอนใหญ่ ๆ
่    1.    การประเมินความต้องการ (Needs Assessment)   ได้แก่ การประเมินความต้องการใช้บทเรียนเพื่อการเรียนการสอนหรือเพื่อฝึกอบรม เป็นกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความจำเป็นของการใช้บทเรียนเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น    ในขั้นตอนนี้จึงเป็นการทำงานด้านเอกสารเป็นส่วนใหญ่  ผลที่ได้จะนำไปใช้ในการออกแบบบทเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการในขั้นต่อไป
    2.    การออกแบบ (Design) ได้แก่ การออกแบบบทเรียนตามผลการวิเคราะห์ความจำเป็นที่ได้จากขั้นตอนแรก โดยนำผลลัพธ์ที่ได้มาออกแบบบทเรียนตามกระบวนการเรียนรู้  ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้จึงเป็นตัวบทเรียนที่พร้อมจะนำไปพัฒนาในขั้นต่อ ๆ ไป
    3.    การพัฒนาและการทดลองใช้ (Develop/Implement) ได้แก่  การพัฒนาเป็นบทเรียน เช่น บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยฝึกอบรม ตามแนวทางการออกแบบที่ได้จากขั้นตอนที่สอง หลังจากนั้นจึงนำบทเรียนไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย
    4.    การประเมินและสรุปผล (Evaluation and Revision)   ได้แก่ การประเมินผลบทเรียนและสรุปผล เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปแก้ไขบทเรียนในโอกาสต่อไป



รูปแบบขององค์ประกอบ UNESCO MODEL
            ระบบการเรียนการสอนประกอบด้วยส่วนย่อยต่างๆ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกันและกัน ส่วนที่สำคัญคือกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนและผู้เรียน ยูเนสโก ( UNESCO ) ได้เสนอรูปแบบขององค์ประกอบของระบบการเรียนการสอนไว้โดยมีองค์ประกอบ 6 ส่วน คือ
1. องค์ประกอบของการสอนจะประกอบด้วย ผู้สอน ผู้เรียน สื่อ การเรียนการสอนวิธีสอนซึ่งทำงานประสานสัมพันธ์กัน อันจะเป็นพาหะ หรือแนวทางผสมกลมกลืนกับเนื้อหาวิชา
 2. กิจกรรมการเรียนการสอน จะต้องมีสื่อการเรียนการสอนและแหล่งที่มาของสื่อการเรียนการสอนเหล่านั้น
 3. ผู้สอนต้องหาแนวทางแนะนำช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
 4. การเสริมกำลังใจ การจูงใจแก่ผู้เรียน นับว่ามีอิทธิพลต่อการที่จะเสริมสร้างความสนใจให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ5. การประเมินผล ผลที่ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพโดยการประเมินทั้งระบบ เพื่อดูว่าผลที่ได้นั้นเป็นอย่างไรเป็นการนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาเปรียบเทียบกับประสิทธิผลของระบบ เพื่อการแก้ไปรับปรุงต่อไป
 6. ผลที่ได้รับทั้งประเมิน เพื่อประเมินผลในการปรับปรุงและเปรียบเทียบกับการลงทุนในทางการศึกษาว่าเป็นอย่างไร

Wednesday, September 23, 2015

สรุปเนื้อหาของวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 58

21035203 วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

สอนโดย อาจารย์ภัทรดร จั้นวันดี

นายอติพงษ์ สิทธิพิสัย  รหัส 224

สรุปเนื้อหาวันที่ 19 กันยายน 2558
การเรียนในวันนี้คือการนำเสนอรูปแบบการสอน ดังนี้
5. Klausmeier & Ripple Modle
ระบบการเรียนการสอนของคลอสเมียร์และริปเปิล Klausmeier & Ripple Model
          คลอสเมียร์ และริปเปิล (Klausmeier; & Ripple. 1971: 11) ได้กำหนดองค์ประกอบของระบบการเรียนการสอนไว้ ส่วน คือ

           1. การกำหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน คือ จุดที่ต้องพยายามไปให้ถึงเป็นสิ่งที่หวังไว้ในอนาคต เป็นเครื่องบอกทิศทางให้ผู้ทำงานอย่างหนึ่งพยายามไปให้ถึงจุดนั้น  เปรียบเสมือนผู้กำหนดทิศทาง ดังนั้นจุดมุ่งหมายทางการศึกษาจึงเป็นการกำหนดทิศทางของกิจกรรมทางการศึกษาให้ได้ดังที่พึงประสงค์ไว้  
           2. การพิจารณาความพร้อมของผู้เรียน คือ การสังเกตความพร้อมของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้เรียนว่าจะมีความสนใจและพร้อมในการเรียนรู้ของหลักวิชานั้นๆ
           3. การจัดเนื้อหาวิชา วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ คือ ความตั้งใจของนักเรียนและครู ครูต้องเตรียมการสอนล่วงหน้า ทั้งสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ใบงาน ใบความรู้และกิจกรรมเสริม ตามที่คู่มือครูสอนทางไกลผ่านดาวเทียมกำหนด รวมทั้งมอบหมายงานให้นักเรียนเตรียมพร้อมในการเรียนครั้งต่อไป
           4. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเกิดขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การจัดการศึกษามีเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเองสูงสุด  ตามกำลังหรือศักยภาพของแต่ละคน แต่เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งด้านความต้องการ ความสนใจ ความถนัด และยังมีทักษะพื้นฐานอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการเรียนรู้
           5. การดำเนินการสอน คือ เป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนมีการเรียนรู้จากการสร้างสิ่งที่มีความหมายกับตนเอง ผู้สอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ดำเนินกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองโดยการลงมือปฏิบัติหรือสร้างงานที่ตนเองสนใจ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้สัมผัสและแลกเปลี่ยนความรู้กับสมาชิกในกลุ่มดังนั้นการสอนลักษณะนี้จะเน้นการสอนโดยให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
           6. การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน คือ
การวัดผลการ (Measurement) หมายถึง กระบวนการหาปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งต่างๆโดยใช้เครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลข หรือสัญลักษณ์ เช่น นายแดงสูง180 ซม. (เครื่องมือ คือ ที่วัดส่วนสูง) วัตถุชิ้นนี้หนัก ก.ก (เครื่องมือ คือ เครื่องชั่ง)

การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือคำถามไปกระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาการประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การตัดสิน หรือวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ที่ได้จากการวัดผลเช่น ผลจากการวัดความสูงของนายแดงได้ 180 ซม. ก็อาจประเมินว่าเป็นคนที่สูงมาก ผลจากการชั่งน้ำหนักของวัตถุชิ้นหนึ่งได้ก.ก ก็อาจจะประเมินว่าหนัก - เบา หรือ เอา- ไม่เอา
           7. สัมฤทธิผลของนักเรียน คือ ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย



6. Knirk & Gentry Model
เนิร์ค และเยนตรี (Knirk; & Gentry. 1971) ได้กำหนดองค์ประกอบของระบบการเรียนการสอนเป็น ส่วน คือ

1. การกำหนดเป้าหมาย เป็นการกำหนดเป้าหมายของการสอนไว้อย่างกว้าง ๆ
2. การวิเคราะห์กิจกรรม เป็นการวิเคราะห์งานต่าง ๆ ที่จะต้องทำโดยการย่อยเป้าหมายของการสอนออกเป็นจุดประสงค์ของการสอนเพื่อให้มีความละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น
3. การกำหนดกิจกรรม เป็นการกำหนดกิจกรรมให้เป็นหมวดหมู่ และเลือกเอาเฉพาะกิจกรรมที่มีความเหมาะสมที่สุด
4. การดำเนินการสอน เป็นขั้นของการนำเอาแผนการที่วางไว้ไปสอนในชั้นเรียน ผู้สอนจำเป็นต้องควบคุมการดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
5. การประเมินผล เป็นการประเมินผลการดำเนินงานทั้งหมดของระบบ เพื่อให้ทราบจุดดีและจุดอ่อนที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข
6. การปรับปรุงแก้ไข เป็นขั้นของการนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลไปแก้ไขจุดอ่อนของระบบการเรียนการสอนเพื่อจะทำให้เป็นระบบการเรียนการสอนที่มีความเหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


3. การเรียนการสอนของซีลสและกลาสโกว (Seels & Glasgow Model)

ซีลส และกลาสโกว (Seels; & Glasgow. 1990) ไดเสนอการจัดระบบการเรียน
การสอน โดยมีขั้นตอนดังนี้
             1. การวิเคราะหปญหา (Problem Analysis) เปนการพิจารณาวาเกิดปญหาอะไร
ในการเรียนการสอนโดยผานการรวบรวมและเทคนิคการประเมินและระบุสิ่งที่เปนปญหา
             2. วิเคราะหการสอนและกิจกรรม (Task and Instructional Analysis) เปนการ
รวบรวมขอมูลและวิเคราะหขอกําหนดดานเจตคติเพื่อกําหนดสิ่งที่ไดเรียนมากอน
             3. การกําหนดวัตถุประสงคและแบบทดสอบ (Objective and Tests) เปนการ
กําหนดวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรมและแบบทดสอบอิงเกณฑ
            4. กลยุทธการเรียนการสอน (Instructional Strategy) เปนการตัดสินใจเกี่ยวกับ
กลยุทธและองคประกอบดานการเรียนการสอน
            5. การตัดสินใจเลือกสื่อการสอน (Media Decision) เปนการเลือกสื่อการเรียน
การสอนและวิธีการใชเพื่อทําใหการเรียนการสอนบรรลุผล
           6. การพัฒนาการสอน (Materials Development) เปนการวางแผนสําหรับ
ผลผลิต การพัฒนาวัสดุ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่ใชในการเรียนการสอน
           7. การประเมินผลยอยระหวางเรียน (Formative Evaluation) เปนการ
ประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน รวบรวมขอมูล และตรวจสอบพัฒนาการของผูเรียน
           8. การนําไปใชและบํารุงรักษา (Implementation Maintenance) เปนการ
นําไปใชเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
           9. การประเมินผลรวมภายหลังการเรียน (Summative Evaluation) เปนการ
พิจารณาประเมินผลวาผานเกณฑที่กําหนดหรือไม
          10. การเผยแพรและขยายผล (Dissemination Diffusion) เปนขั้นของการจัดการ
ใหมีการเผยแพร ขยายผลนวัตกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น
องคประกอบของระบบการเรียนการสอนของซีลสและกลาสโกว 

4. ระบบการเรียนการสอนของ(Robert  Gange  Model)
    โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gange') ได้นำเอาแนวแนวความคิด 9 ประการ มาใช้ประกอบการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้บทเรียนที่เกิดจากการออกแบบในลักษณะการเรียนการสอนจริง โดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หลักการสอนทั้ง 9 ประการได้แก่ 

              1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
              2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective)
              3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knoeledge)
              4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
              5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
              6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response)
              7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
              8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)

              9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)

Monday, September 7, 2015

สรุปบทเรียนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา 05/09/58

เรียนอาจารย์ประจำรายวิชาที่เคารพ ผม นายอติพงษ์  สิทธิพิสัย รหัส 58723713224 หมู่เรียนที่สรุปเนื้อหาที่ได้เรียนใน วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2558  รายวิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ ภัทรดร จั้นวันดี

สรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนคือ

OBE = Outcome Based Education ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
-ใช้ผลการเรียนรู้เป็นตัวกำหนดกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน ใช้มาตรฐานตัวชี้วัด เป็นตัวตั้ง ถ้าคุณครูกำหนดมาตรฐานตัวชี้วัดมากเท่าไหร่การเรียนรู้ของนักเรียนยิ่งละเอียดมากเท่านั้น
-กระบวนการ ถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ
-การผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับการกำหนด LO =Learning Objective หรือ Outcome

การคิดเชิงวิเคราะห์  (Analytical Thinking) การพัฒนาเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์ ในช่วงทศวรรษที่ 80 ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ทางการสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงสังคมต่างๆ ทุกมุมโลกให้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น และได้ผลักดันทุกสังคมโลกเข้าสู่ยุคใหม่ทางวัฒนธรรม  ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  หรือที่รู้จักกันในคำว่า โลกาภิวัตน์” (Globalization)
system Thinking  การคิดอย่างมีระบบ  มีเหตุมีผล  ทำให้ผลของการคิดหรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง  แม่นยำและรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบจะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)  ถ้าองค์กรนั้น ๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยึดหลักให้บุคลากรภายในองค์กร  ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอและผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของบุคลากรองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)  จึงทำให้เกิดการเรียนรู้จากตัวเองของบุคลากรแต่ละคน  เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning)
การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) คือทักษะการคิดเกี่ยวกับ ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างต่างๆ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งข้ออ้างนั้นเพื่อเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางที่แตกต่าง อันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผล
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinkingเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สำหรับสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา จากเหตุการณ์หลายอย่างรอบๆ ด้านที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีกระบวนการพิจารณ์เหตุการณ์เหล่านั้น โดยใช้ทักษะทางปัญญาในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ด้วยการพินิจพิเคราะห์สรุปและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นการคิดที่ดีและมีคุณภาพ เพราะเป็นการคิดอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมาย โดยคำนึงเหตุและผลมาประกอบการตัดสินใจและลงข้อสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือ การฝึกการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ควรจะเริ่มแต่เนิ่นๆ เพราะเป็นการคิดที่พัฒนาได้ โดยผ่านประสบการณ์และการปฏิบัติ
 Logical Thinking จึงหมายถึง ความสามารถในการคิดหาเหตุผล จากความเชื่อ หลักฐาน หรือข้ออ้างที่มีอยู่แล้วนำมาเชื่อมโยงเป็นข้อสรุป เป็นการกระตุ้นให้เราใช้สมองทั้งสองซีกคือ ความคิดวิเคราะห์กับการใช้ความจำได้อย่างสมดุลกันเพื่อนำมาช่วยแก้ปัญหาหรือตัดสินใจในชีวิตประจำวัน  

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
เข้าใจ ปัจจัยสู่ความสำเร็จสู่กระบวนการเรียนรู้
-Interest ความสนใจของนักเรียน
-Intention ความตั้งใจของนักเรียนและครู
-Teaching วิธีการสอนของคุณครู
-Aptitude ความสามารถของนักเรียน
-Experience ประสบการณ์ของคุณครู
-Responsibility ความรับผิดชอบของคุณครู
-Difficulty ความยากง่ายของรายวิชา

เข้าถึง ธรรมชาติของผู้เรียน
-ผู้สอนต้องเข้าถึงผู้เรียน
-ผู้สอนต้องเข้าใจลักษณะเด็กสมัยใหม่
-ผู้สอนต้องมีวิทยาการสอน

พัฒนา คุณครูที่มีศักยภาพ ควรมีคุณลักษณะบางอย่างหรือหลายประการ
-สอนเป็น นำเสนอเนื้อหาและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
-ใฝ่หาเทคนิค เพื่อกระตุ้นผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ
-มีความคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์
-ประเมินตนเอง มีความรู้ในเนื้อหาที่จะสอน

Wednesday, September 2, 2015

สรุปเนื้อหา ของวันที่ 29 สิงหาคม 2558



สรุปเนื้อหา ของวันที่ 29 สิงหาคม 2558

สรุปเนื้อหารายวิชานวัตกรรมและเทคโลยีสารสนเทศทางการศึกษา


              นายอติพงษ์ สิทธิพิสัย รหัส 58723713224
        
การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน ( Analyze Leaner Characteristics )

       การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน ทำให้ผู้สอนได้ทราบลักษณะทั่วไปและลักษณะเฉพาะของผู้เรียนเพื่อที่ผู้สอนจะได้เลือกใช้สื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับผู้เรียนและบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน
·   ลักษณะทั่วไป ได้แก่ อายุ ระดับความรู้ เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งลักษณะทั่วไปจะช่วยให้ผู้สอนสามารถเลือกระดับของบทเรียนและตัวอย่างของเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้
         ·   ลักษณะเฉพา ของผู้เรียนแต่ละคน มีส่วนสำคัญโดยตรงกับเนื้อหาบทเรียนตลอดจนสื่อการสอนและวิธีการที่จะนำมาใช้ในการสอน
การกำหนดวัตถุประสงค์ ( State Objectives )    
                     
             ในการกำหนดวัตถุประสงค์ควรเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้สามารถเลือกใช้วิธีการสอนและสื่อการเรียนการสอนได้เหมาะสม การกำหนดวัตถุประสงค์เป็น "วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม" แบ่งออกเป็น
   
             1. พุทธิพิสัย  เป็นวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อวัดการเรียนรู้ของผู้เรียนเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ สติปัญญา และการพัฒนา
             2.
 จิตพิสัย   เป็นวัตถุประสงค์ทางด้านความคิด ทัศนคติ ความรู้สึก ค่านิยมและการเสริมสร้างทางปัญญา
             3.
 ทักษะพิสัย   เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการกระทำ การแสดงออกหรือการปฏิบัติ

การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบสื่อ ( Select, Modify, of Design Materials )
การที่จะมีสื่อที่เหมาะสมในการเรียนการสอน สามารถทำได้ 3 วิธี คือ

             1.
 เลือกจากสื่อที่มีอยู่แล้ว มีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้
                   1) ลักษณะผู้เรียน                                             2) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน
                   3) เทคนิคหรือวิธีการเรียนการสอน                 4) สภาพการณ์และข้อจำกัดในการใช้สื่อแต่ละชนิด
           
  2. ดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้ใช้ได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
             3. การออกแบบสื่อใหม่ 
หลังจากที่เราออกแบบสื่อแล้วแล้วนำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน ก็ควรมีการวัดผลของสื่อ เป็นการวัดประสิทธิภาพของสื่อ การวัดผลสื่อนี้เพื่อผลในการใช้ดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต เราสามารถที่จะนำเอาผลการอภิปรายในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ และการสังเกตผู้เรียนมาใช้เป็นแนวทางในการวัดผลสื่อได้
การใช้สื่อ Utilize Materials )  
                1. ดูหรืออ่านเนื้อหาในสื่อเหล่านั้นก่อนเป็นการเตรียมตัว : ต้องมีการตรวจสอบเนื้อหาว่าตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และทดลองใช้ดูว่ามีปัญหาหรือไม่ ถ้ามีจะได้แก้ไขปรับปรุงได้ทัน
               2.
 เตรียมสภาพแวดล้อม / จัดเตรียมสถานที่   เพื่อความสะดวกเรียบร้อยก่อนการสอน และทดลองอุปกรณ์ที่จะใช้ก่อนว่าใช้ได้ดีหรือไม่
               3.
 เตรียมตัวผู้เรียน โดยการใช้สื่อนำเข้าสู่บทเรียน เป็นการแนะนำก่อนล่วงหน้าและเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน   
               4. การนำเสนอ / ควบคุมชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจในสื่อที่นำเสนอนั้น
 การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน ( Require Learner Response )   
               การตอบสนองของผู้เรียนจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะของสื่อที่นำมาใช้ ว่าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากอย่างไร นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถมีการตอบสนองโดยเปิดเผย ( overt respone ) โดยการพูดหรือเขียน และการตอบสนองภายในตัวผู้เรียน ( covert response ) โดยการท่องจำหรือคิดในใจ และเมื่อผู้เรียนมีการตอบสนองผู้สอนควรให้การเสริมแรงทันที เพื่อให้ผู้เรียนทราบว่าตนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ การเรียนการสอนโดยการให้ทำแบบฝึกหัด การตอบคำถาม การอภิปราย หรือการใช้บทเรียนแบบโปรแกรม เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการตอบสนองและได้รับการเสริมแรงระหว่างการเรียนได้เป็นอย่างดี
        การประเมิน ( Evaluation )
               การประเมินสามารถกระทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ
           1. การประเมินกระบวนการสอน   เพื่อประเมินว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้หรือไม่ 
          2.
 การประเมินความสำเร็จของผู้เรียน   ขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่ามีเกณฑ์เท่าใด การวัดผลอาจทำได้ด้วยการทดสอบ การสอบปากเปล่า หรือดูจากผลงานของผู้เรียน
         3. การประเมินสื่อและวิธีการสอน  โดยการให้ผู้เรียนมีการอภิปรายและวิจารณ์การใช้สื่อและเทคนิควิธีการสอนว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด
Dick; & Carey  Model
ไดเสนอรูปแบบระบบการออกแบบการ สอน สรุปรวมได องค์ประกอบ คือ
1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสอน
2. การพัฒนาการสอน
3. การประเมินการเรียนการสอน
จาก องค์ประกอบ สามารถจัดแบ่งกิจกรรมการออกแบบระบบการสอน ออกเป็น 10 ขั้นตอน คือ
 1. กำหนดจุดมุ่งหมายการสอน (Identify Instructional Goals) ซึ่งต้องพัฒนาให้สอดคลองกับความมุ่งหมายทางการศึกษา จากนั้นก็ทำการวิเคราะห์ความจำเป็น (Needs Analysis) และวิเคราะห์ผู้เรียน
2. การวิเคราะห์การสอน (Conduct Instructional Analysis) เป็นการวิเคราะห์ภารกิจ ผลการวิเคราะห์การสอนที่ได้จะเป็นการจัด หมวดหมูของภารกิจ (Task Classification) ตามลักษณะของจุดมมุ่งมายการสอน
3. ศึกษาพฤติกรรมเบื้องต้นและคุณลักษณะของผู้เรียน (Identify Entry Behaviors) ว่าเป็นผู้เรียนระดับใด มีพื้นความรู้เพียงใด
4เขียนจุดมุ่งหมายการเรียน (Write Performance Objectives) ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายเฉพาะหรือจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม และสอดคลองกับจุดมุ่งหมายการสอน
5. สร้างแบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Develop Criterion Referenced Test Items) เพื่อประเมินการเรียนการสอน
6. พัฒนายุทธศาสตร์การสอน (Develop Instructional Strategy) เป็นแผนกาที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรูได้อย่างมีประสิทธิภาพตาม
7. พัฒนาและเลือกวัสดุการเรียนการสอน (Develop and Select Instructional Materials) เป็นการพัฒนาและเลือกสื่อการเรียนการสอนทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์
 8. ออกแบบและจัดการประเมินระหว่างเรียน (Design and Conduct Formative Evaluation)
9. ออกแบบและจัดการประเมินหลังเรียน (Design and Conduct Summative Evaluation)
10. แกไขปรับปรุงการสอน (Revise Instruction) เป็นขั้นตอนการแกไขและปรับปรุงการสอนตั้งแต่ขั้นที่ ถึงขั้นที่ 8
Gerlach & Ely Model
นับเป็นระบบการสอนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย  แบ่งออกได้  10  ขั้นตอน  ดังนี้
1.  การกำหนดวัตถุประสงค์  คือการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนขึ้นมาก่อน
2.  การกำหนดเนื้อหา  เป็นการเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมเพื่อกำหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
3.  การประเมินพฤติกรรมเบื้องต้น  เป็นการประเมินก่อนเรียน  เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมและภูมิหลังของผู้เรียนก่อนที่จะเรียนเนื้อหานั้น
4.   การกำหนดกลยุทธ์ของวิธีการสอน  เป็นวิธีการของผู้สอนในการใช้ความรู้เลือกทรัพยากรและกำหนดบทบาทของผู้เรียนในการเรียน  เพื่อช่วยให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนนั้น  กล่าวคือ
4.1       การสอนแบบเตรียมเนื้อหาความรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยสมบูรณ์ทั้งหมด
4.2       การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้หรือแบบไต่สวน
5.    การจัดแบ่งกลุ่มผู้เรียน  เป็นการจัดกลุ่มผู้เรียนให้เหมาะสมกับวิธีการสอน
6.    การกำหนดเวลาเรียน  ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่จะเรียน  วัตถุประสงค์  สถานที่และความสนใจของผู้เรียน
7.    การจัดสถานที่เรียน  จะขึ้นอยู่กับขนาดของผู้เรียน  เช่น
7.1       ห้องเรียนขนาดใหญ่สอนได้ 50-300  คน
7.2       ห้องเรียนขนาดเล็ก  เพื่อใช้ในการเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อย
7.3       ห้องเรียนแบบเสรีหรืออิสระ  เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนตามลำพัง
8.    การเลือกสรรทรัพยากร  เป็นการที่ผู้สอนเลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์
9.    การประเมินสมรรถนะ  เป็นการประเมินความสามารถและพฤติกรรมของผู้เรียน
10.  การวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ  เพื่อทำให้ทราบว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด
The  Kemp  Model
เจอโรลด์ เคมป์ (Jerrold Kemp)  ได้พัฒนารูปแบบการสอนขึ้นในปี คศ. 1990 สามารถนำไปใช้ออกแบบและพัฒนาบทเรียนได้เป็นอย่างดี   ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ระดับ ซึ่งแบ่งออกเป็น10 ขั้นตอนย่อย โดยพิจารณาจากวงรีส่วนในออกมาสู่ส่วนนอก ดังนี้
     1. ระดับในสุด เป็นองค์ประกอบทั่ว ๆ ไปของบทเรียนและผู้เรียน
     2. ระดับถัดออกมา ประกอบด้วย 9 ขั้นตอนย่อย
     3. ระดับที่สาม เป็น การปรับปรุง แก้ไขบทเรียน
     4. ระดับนอกสุด เป็นการประเมินผล ได้แก่ การประเมินผลระหว่างดำเนินการ และการประเมินผลสรุปรายละเอียดแต่ละขั้นตอนย่อย ๆ มีดังนี้
1. ความต้องการของผู้เรียน เป้าหมาย การเรียงลำดับ และข้อจำกัด   เป็นส่วนที่พิจารณาเกี่ยวกับความต้องการ เป้าหมาย และข้อจำกัดหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ของผู้เรียนและการใช้บทเรียน
2. คุณสมบัติของผู้เรียน   เป็นการพิจารณาคุณสมบัติของผู้เรียนที่จะเป็นผู้ใช้ระบบการสอน ประกอบด้วยการพิจารณาคุณสมบัติจำนวน 3 ด้าน ดังนี้
     2.1 คุณสมบัติทั่วๆ ไป   เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา
     2.2 ความสามารถเฉพาะทาง 
     2.3 รูปแบบการเรียนรู้ เช่น การใช้สื่อ และกิจกรรม เป็นต้น
3. เป้าหมายของงานที่ได้รับ    เป็นการพิจารณาเป้าหมายของงานที่ผู้เรียนจะได้รับหลังจบบทเรียนแล้ว เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้งานต่อไป
4. การวิเคราะห์งานหรือภารกิจรายวิชา    เป็นการวิเคราะห์งานหรือ ภารกิจที่ผู้เรียนจะต้องแสดงออกในรูปของการกระทำที่วัดได้ การวิเคราะห์งานในขั้นตอนนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งส่วนต่างๆ ดังนี้
     4.1 เนื้อหาวิชาที่สอดคล้องกับปัญหาหรือความต้องการ
     4.2 ขั้นตอนการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน
     4.3 แนวทางการออกแบบกลยุทธ์การเรียนการสอน
5. วัตถุประสงค์การเรียนรู้    เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียน โดยพิจารณาจากผลของการวิเคราะห์งานที่ได้จากขั้นตอนที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบบทเรียนและการประเมินผลบทเรียน วัตถุประสงค์ในขั้นตอนนี้ จะต้องครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และเจตพิสัย
6. กิจกรรมการสอน   เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนสอนในกระบวนการเรียนการสอน โดยพิจารณาผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน 
7. แหล่งทรัพยากรการเรียนการสอน   เป็นการพิจารณาเป็นการพิจารณาเลือกสื่อการเรียนการสอนจากแหล่งทรัพยากรต่างๆ 
8. สิ่งสนับสนุนบริการ    เป็นการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จ 
9. การประเมินผลการเรียนรู้   เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยการสร้างเครื่องมือวัดผลและดำเนินการวัดผล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับข้อบกพร่องต่าง ๆ ของบทเรียน
10. การทดสอบก่อนบทเรียน   เป็นการทดสอบผู้เรียนก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์เดิม